ลบ แก้ไข

สมาธิบำบัดกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง


สมาธิบำบัดกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง         
 

ความเป็นมา

                สมาธิบำบัดทางการพยาบาลเป็นผลงานวิจัยเรื่องการประยุกต์ใช้หลักพุทธรรมในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับเคมีบำบัด และประสบการณ์ในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ผสมผสานภูมิปัญญาตะวันออก ทั้งด้านการป้องกัน ส่งเสริม ฟื้นฟู ดูแลเยียวยาสุขภาพของผู้รับบริการที่มีปัญหาหลากหลาย
ทฤษฎี / ภูมิปัญญาที่อธิบายสมาธิบำบัดทางการพยาบาล

- หลักพุทธรรม ( ขันธ์ 5โภชฌงค์ 7อินทรีย์ 5พละ 5อิทัปปัจยาตา ที่มาของกฎแห่งกรรม)
- พลังปราณ (Pranic Healing)
- การใช้จินตนาการ (Guided Imagery, Creative Visualization, Visualization)
- สัมผัสรักษา (Therapeutic Touch)
- จิตประสาทภูมิคุ้มกันวิทยา (Psychoneuroimmunology : PNI)

แนวคิดสมาธิบำบัดทางการพยาบาล

             - คน เป็นระบบที่มีชีวิต ประกอบด้วย กายและจิต (เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ) ที่มีความเกี่ยวข้อง พึ่งพิง  อาศัยซึ่งกันและกัน และสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมและ จักรวาล
              - คน เป็นหน่วยชีวิตที่มีพลังงาน มีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่นอยู่เสมอ
              - คน เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ (สิ่งแวดล้อม และ จักรวาล)
              - สุขภาพเป็นความสมดุลของกาย จิต จิตวิญญาณ และสิ่งแวดล้อม
              - การสูญเสียความสมดุลและความเคลื่อนไหว ยืดหยุ่น ทำให้เสื่อมสุขภาพ
              - สิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกของบุคคลมีการแลกเปลี่ยนพลังอยู่เสมอ
              - การพยาบาลเป็นการช่วยเหลือให้การปรับตัวทั้งภายในร่างกายของคน คนกับสิ่งแวดล้อมและจักรวาลอยู่ในภาวะสมดุล
              - พยาบาลสามารถช่วยปรับพลังโดยการเปลี่ยนถ่ายหรือแลกเปลี่ยนพลัง (Transformation/interchange) ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม/จักรวาล และช่วยให้สนามพลังรอบร่างกาย (Energy field) สมดุล
ขั้นตอนการใช้สมาธิบำบัดทางการพยาบาล มีดังนี้คือ

1. สร้างสัมพันธภาพแบบดุลยภาพ
2. สำรวม กาย วาจา ใจ
3. ปรับจิตให้ตั้งมั่นเป็นธรรมชาติ
4. ตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาขอพลัง
5. ขอขมาเจ้ากรรมนายเวร
6. สัมผัสเยียวยา
7. ผ่อนคลาย
8. กำหนดสติ ทำสมาธิ
9. ประเมินพลัง
10. กวาดล้าง-ดึงพลัง-เติมพลัง
11. ปรับสมดุล
12. แผ่เมตตา


ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิบำบัด

           - จิตที่ตั้งมั่น ลุ่มลึก สงบเย็น
           - ระลึกรู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง
           - มองทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ เป็นปัญญา
           - สิ่งขัดขวางสมาธิบำบัด คือ โลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา อาฆาต พยาบาท ยึดมั่น ถือมั่น วิตกกังวล
           - ความเชื่อ ความศรัทธา ประสบการณ์และหลักฐานที่ทำให้เกิดความมั่นใจในการทำสมาธิ
           - ความอดทนพากเพียรทำอย่างต่อเนื่อง ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน (ผู้ป่วยบอกว่า “ทำวันละ 4ครั้งเหมือนทานยาหลังอาหารและก่อนนอน ไม่ได้ทำเหมือนไม่ได้อาบน้ำ”)
           - บรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สงบ

ทักษะการดูแล

            - การประเมินสถานการณ์
            - การสร้างบรรยากาศ
            - ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
            - การเหนี่ยวนำให้เกิดความนิ่งของจิตและการผ่อนคลาย
            - การให้ความรู้ ให้ปัญญาเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง

การเหนี่ยวนำ ชี้ทาง บอกทาง

             - ประสานกาย – จิต
             - เปลี่ยนจิต เปลี่ยนใจ (ให้ปัญญา)
             - ประคบประหงมจิตวิญญาณ (ความดี ความงาม กุศล ผลทาน)
             - แผ่เมตตา
             - ขอขมาเจ้ากรรม นายเวร
            - เหนี่ยวนำด้วยคำพูด เสียงสวดมนต์ เสียงระฆัง (ระฆังแห่งสวรรค์)
           - ผู้เหนี่ยวนำ ผู้ชี้ทาง ต้องมีความตั้งมั่นแห่งจิต ความสงบไม่เช่นนั้นจะทำให้การเหนี่ยวนำติดขัดไม่รื่นไหล ทำให้ผู้รับการบำบัดไม่สงบ

ผลของสมาธิบำบัด

              - ลดอัตราการใช้พลังงานของร่างกาย
              - ลดความเครียด ความดันโลหิต คลอเลสเตอรอล
              - แก้ภาวะวิกฤตของชีวิต
              - ช่วยให้ชีวิตมีประสิทธิภาพ
              - สร้างเสริมสุขภาพ
              - รักษาโรค


การประยุกต์ใช้สมาธิบำบัดทางการพยาบาล

                 พยาบาลผู้ให้การบำบัดศึกษาและลงมือฝึกสมาธิเพื่อให้สามารถใช้สมาธิในการประสานกายและจิต ให้กายและจิตเป็นหนึ่งเดียว ใช้จิตที่เป็นสมาธิเยียวยาผู้รับบริการตามขั้นตอนที่กล่าวมา โดยมีข้อบ่งใช้คือ ใช้ผสมผสานการรักษาในกรณีที่ผู้รับบริการรู้สึกสับสน วุ่นวาย ตื่นตระหนก (panic) เครียด กังวล กลัว ปวด นอนไม่หลับ คลื่นไส้ อาเจียนจาการให้เคมีบำบัด เตรียมผู้รับบริการก่อนผ่าตัด ทำหัถการต่างๆ ก่อนหย่าเครื่องช่วยหายใจ ฯลฯ โดยทั่วไปใช้ได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้การปรับตัวของร่างกายให้เกิดความสมดุลของกาย-จิต-สังคม-จิตวิญญาณ และในรายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเซลล์ เพื่อสร้างความสมดุลของกระแสแม่เหล็กไฟฟ้าชีวภาพในร่างกายและเพื่อสร้างความสมดุลของปราณ (พลังแห่งชีวิต, Chi, Ki)

               สำหรับผู้ป่วยมะเร็งควรประเมินภาวะสุขภาพอย่างครอบคลุมเพื่อให้เข้าใจผู้ป่วยและบริบทของผู้ป่วยอย่างถ่องแท้เพื่อช่วยให้เกิดความสมดุล ความพอดี ในการปรับตัวต่อการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย ควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยสามารถทำสมาธิได้ด้วยตนเองและเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริงของการมีชีวิตอยู่กับมะเร็งซึ่งต้องเข้าใจตัวเอง เข้าใจโรค เข้าใจวิธีการรักษาและเยียวยาตนเอง
 



โดย : รศ.ดร.อาภรณ์ เชื้อประไพศิลป์
ที่มา สำนักการแพทย์ทางเลือก http://www.thaicam.go.th
 

โดย สำนักการแพทย์ทางเลือก ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 22 มิ.ย. 57 17:00 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 134 ครั้ง

ใส่อีเมล์เพื่อรับบทความสุขภาพฟรี!



แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่