ลบ แก้ไข

กระชายดำ


กระชายดำ
 

ชื่อสมุนไพร  
        กระชายดำ, โสมไทย, โสมกระชายดำ, ขมิ้นดำ

 
ชื่อท้องถิ่น
        ขิงทราย (มหาสารคาม), กะแอน, ระแอน, ว่านกั้นบัง, ว่านกำบัง, ว่านกำบังภัย, ว่านจังงัง, ว่านพญานกยูง (ภาคเหนือ)

 
ชื่อสามัญ (ชื่ออังกฤษ)  
        Black Galingale


ชื่อพ้อง
        K. rubromarginata (S.Q. Tong) R.J. Searle, Stahlianthus rubromarginatus S.Q. Tongl.


ชื่อวิทยาศาสตร์
        Kaempferia parviflora Wallich. ex Baker.
 
ชื่อวงศ์
        ZINGIBERACEAE


ประวัติ
 
        การปลูกกระชายดำที่จังหวัดเลยนั้น สายพันธุ์ ต้นกำเนิดมาจาก ชาวเขาเผ่าม้งที่มาตั้ง ถิ่นฐาน ตรงบริเวณรอยต่อ ระหว่างอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก - อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย และรอยต่อกับ สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 
 
        สมุนไพรกระชายดำ นี้ชาวเขาเผ่าม้งหวงแหนมาก เพราะตระหนักดีในเรื่องของสรรพคุณ เพื่อไม่ใหกระชายดำแพร่พันธุ์มาก เวลานำมาขายให ้คนไทยพื้นราบ จะนำไปนึ่งให้หัวกระชายดำตายเสียก่อน เมื่อนำมาปลูก จึงไม่สามารถขยายพันธุ์ได ้
ต่อมา คนไทยพื้นราบ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ติดต่อค้าขายกับชาวเขาเผ่าม้ง จึงได ้แอบนำติดตัวและมาปลูกขยายพันธุ์

 
สรรพคุณและประโยชน์
 
        1. ใชเ้ป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ มีคุณค่าทางคงกระพันชาตรี   
        2. ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง
        3. ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย
        4. ช่วยบำรุงผิวพรรณของสตรีให้สวยสดใส ดูผุดผ่อง
        5. ช่วยบำรุงฮอร์โมนเพศชาย
        6. ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนทางเพศหญิง
        7. ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ บำรุง สมรรถภาพทางเพศชาย แก้กามตายด้าน (กระชายดำไม่ได ้เป็นยาปลุกอารมณ์
            ทางเพศ แต่ช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ง่ายและบ่อยขึ้น มีระยะเวลาในการแข็งตัวที่นานขึ้น และสำหรับผู้ที่
            ไม่ได้มีปัญหาดังกล่าวก็สามารถรับประทานเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้)
        8. ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย
        9. ช่วยในการนอนหลับ แก้อาการนอนไม่ค่อยหลับในตอนกลางคืนช่วยทำให้นอนหลับดีขึ้น
      10. ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจ แก้โรคหัวใจ
      11. ช่วยบำรงุ โลหิตของสตรี
      12. ช่วยในระบบหมุนโลหิตของร่างกาย ทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น
      13. ช่วยทำให้เจริญอาหาร
      14. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต รักษาสมดุลของความดันโลหิต
      15. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
      16. ช่วยรักษาโรคภมูิแพ ้
      17. ช่วยแก้หอบหืด
      18. ช่วยแก้อาการใจสั่นหวิว แก้วิงเวียน
      19. เหง้าใช้ต้มดื่มแก้โรคตา ช่วยรักษาสายตา
      20. ช่วยรักษาแผลในช่องปาก ปากเป็นแผล ปากเปื่อย ปากแห้ง
      21. ช่วยแก้โรคตานซางในเด็ก แก้ซางตานขโมยในเด็ก
      22. ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก
      23. ช่วยรักษาโรคในช่องท้อง มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในลำไส ้
      24. ช่วยขับลม แก้อาการจุกเสียด
      25. ช่วยแก้อาการปวดท้อง ปวดมวนในท้อง อาการท้องเดิน
      26. ช่วยรักษาโรคท้องร่วง
      27. ช่วยในการย่อยอาหาร รักษาระบบการย่อยอาหารให้เกิดความสมดุล
      28. กระชายดำ สรรพคุณแก ้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
      29. ช่วยรักษาโรคบดิ แก้อาการบิด เป็นมูกเลือด
      30. ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร อันเนื่องมาจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
      31. ช่วยขับปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา แก้ปัสสาวะพิการ
      32. ช่วยแกอ้าการตกขาวของสตรี
      33. ช่วยขับประจำเดือน แก้อาการประจำเดือนมาไม่เป็นปกตขิองสตรี
      34. ช่วยแก้โรคมดลูกพิการ มดลูกหย่อนได ้
      35. ช่วยแก้ฝีอักเสบ
      36. ช่วยรักษากลากเกลื้อน
      37. ช่วยแก้อาการปวดหลัง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อ และมีอาการเหนื่อยล้า
      38. ช่วยรักษาโรคปวดข้อ
      39. ช่วยรักษาโรคเก๊าท์
      40. ช่วยแก้อาการเหน็บชา
      41. ช่วยขับพิษต่างๆ ในร่างกาย
      42. ช่วยรักษาอาการมือเท้าเย็น
      43. ช่วยรักษาเชื้อราที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคผิวหนัง
      44. ช่วยขับน้ำนม รักษาอาการตกเลือด และช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
 
        ต้นกระชายดำ จัดเป็นไม้ล้มลุกมีอายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เหง้ากระชายดำมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม เป็นปุ่มปมเรียงต่อกัน และมักมีขนาดเท่าๆ กัน มีหลายเหง้าและอวบน้ำ ผิวเหง้ามีสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม และอาจพบรอยที่ผิวเหง้าเป็นบริเวณที่จะงอกของต้นใหม่ ส่วนเนื้อภายในของเหง้ามีสีม่วงอ่อน สีม่วงเข้ม ไปจนถึงสีม่วงดำ เหง้ามีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และมีรสชาติขมเล็กน้อย โดยกระชายดำที่ดีนั้นจะต้องมีสีม่วงเข้มสีดำ กระชายดำเป็นพืชที่ชอบที่ร่ม ดินร่วนซุยหรือเป็นดินปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี ชอบอากาศหนาวเย็น และขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแบ่งเหง้า สามารถขยายพันธุ์ได ้ตลอดทั้งปีแต่ถ้าต้องการให้หัวหรือเหง้ามีคุณภาพต้องปลูกและเก็บเกี่ยวตามฤดูกาล คือ ปลูกในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนนมกราคม
 
        ใบกระชายดำ มีใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ มีความกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ขอบใบหยักตามเส้นใบ ผิว ใบเป็นร่องคลื่นตลอดใบตามแนวของเส้นใบ ใบมีสีเขียวสดล่องลึก

        ดอกกระชายดำ  ดอกออกเป็นช่อ แทรกขึ้น มาจากโคนกาบใบ ก้านช่อ ดอกมีความยาวประมาณ 5-6 เซนตเิมตร กลีบ ดอกที่ส่วนโคนเชื่อมเป็นหลอด ยาวประมาณ 3-3.2 เซนติเมตร ที่ปลายแยกเป็นแฉก เกสรตัวผูเ้ป็นหมัน มีสีขาว ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน มีความกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 10-13 มิลลิเมตร ส่วนกลีบปากมีสีม่วง


วิธีการเพาะปลูก
 
         จะใช้หัวพันธ์ุ ต้นพันธุ์หรือแบ่งเหง้าจากต้นที่เติบโตสมบูรณ์แล้ว นำมาปลูกสามารถปลูกในกระถางเพื่อเป็นไม้ประดับหรือปลูกรวมกับว่านชนิดอื่น ๆ ในลักษณะของรังว่านก็ได ้ กระชายดำเป็นพืชที่ปลูกง่าย ขึ้นได้ดีในดินที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรีย์วัตถุสูง ควรเป็นดินร่วนปนทรายเช่น ดินขุยไผ่ ชอบที่ร่มแสงร่มรำไร การดูแลรักษาก็ง่าย แค่รดน้ำให้ชุ่ม แต่อย่าให้ฉะดายหญา้และคอยกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักตามสมควร หรือหากดินที่ปลูกอุดมสมบูรณ์อยู่แล้วอาจไม่ต้องใส่ปุ๋ยเลยก็ได้ ส่วนแมลงรบกวนนั้นเท่าที่ทราบมาก็มีแต่หอยทากเท่านั้นที่จะมากินใบของกระชายดำ ปัญหาที่พบมากคือเมื่อมีน้ำท่วมขังหรือฝนตกชุกมาก เหง้าของกระชายดำจะเน่า แต่การยกร่องก่อนปลูกจะช่วยได้มาก หากพื้นที่ที่จะปลูกเป็นที่ลาดชัน(slope) อาจไม่ต้องยกร่องก็ได้กระชายดำ 


การเตรียมหัวกระชายดำสำหรับปลูก 
     
        หัวกระชายดำหัวหนึ่งจะมีหลายแง่ง ให้บิ(หัก)ออกมาเป็นแง่งๆ ถ้าแง่งเล็กก็ 2-3 แง่ง ถ้า แง่งใหญ่สมบูรณ์ก็แค่แง่งเดียวก็พอ เพราะเมื่อกระชายดำโตขึ้น กระชายดำก็จะแตกหน่อ และเกิดหัวกระชายดำหัวใหม่ขึ้นมาแทน และจะขยายหัวและหน่อออกไปเรื่อยๆ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ส่วนหัวหรือแง่งที่ใช้ ปลูกในตอนแรกจะเหี่ยวและแห้งไปในที่สุด ก่อนนำไปปลูก ควรทารอยแผลของแง่งกระชายด าที่ถูกหักออกมาด้วยปูนกินหมากหรือจะจุ่มในน้ำยากันเชื้อราก็ได้ แล้วผึ่งในที่ร่มจนหมาดหรือแห้ง แล้วจึงนำไปปลูก


การปลูกลงในกระถาง 
 
        ควรใช้กระถางที่มีขนาดกลาง-ใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 - 18 นิ้ว เพื่อให้มีพื้นที่ในการขยายหัวหรือเหง้า ใส่วัสดุปลูกให้มากๆ ประมาณ 3 ใน 4 ส่วนของกระถาง (ปุ๋ยคอก 1 ส่วน/ดิน 2 ส่วน) จะท าให้ได้หัวที่มีคุณภาพและมีปริมาณหัวต่อต้นมาก การปลูกในกระถางควรใช้หัวหรือเหง้า ประมาณ 3 - 5 หัว(แง่ง) แล้วแต่ขนาดของกระถาง 


การปลูกลงแปลง 
 
        ต้องเตรียมแปลงปลูก โดยการพรวนดินตากแดดทิ้งไว้นาน 5 - 7 วัน เพื่อปรับสภาพดิน ยกร่องกว้างประมาณ 1.50 เมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 10 - 15 ซม.ใส่ปุ๋ยคอกให้พอเหมาะ แล้วทำการปลูก ระยะห่างระหว่างหลุมและแถวประมาณ 30 X 30 ซม. ใส่หัวหรือเหง้า 2 -3 หัว(แง่ง) ต่อหลุม แล้วกลบหลุมรดน้ำให้ชุ่ม

 
การปลูกในไร่ (กรณีปลูกปริมาณมากๆ) 

การเตรียมดิน 
        ควรไถ 2 ครั้ง ครั้งแรกไถพรวนเพื่อย่อยดิน ทำการยกร่องปลูก ระหว่างต้นประมาณ 25 - 30 ซม. ก่อนปลูกควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินในอัตรา 200 - 400 กก./ไร่  ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน วิธีการปลูกก็โดยฝังเง้าหรือหัวพันธุ์ลงในหลุมปลูกลึก ประมาณ 5 - 10 ซม.ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เหง้าพันธุ์ประมาณ 160 - 200 กก. 
 
การดูแลรักษา 
        เมื่อต้นกระชายดำอายุได้ 1 เดือน ควรดายหญ้ากำจัดวัชพืชพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 1,000 กก./ไร่ ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมีเพราะจะทำให้หน่อกระชายดำที่เกิดใหม่ยาว และสีของหัวกระชายดำไม่ดำ ทำให้คุณภาพเปลี่ยนไป และเมื่อต้นกระชายดำอายุได้ 2 เดือน ให้พรวนดินกลบโคนต้นควรมีการปลูกซ่อมในหลุมที่ไม่งอก 

การเก็บเกี่ยว 
        เมื่อกระชายดำอายุได้ 10 -12 เดือน สังเกตจากใบและลำต้นจะเริ่มเหี่ยวแห้งและหลุดออกจากต้น ระยะนี้ คือ ระยะพักตัวของกระชายดำเพราะจะทำให้ กระชายดำมีโอกาส ได้สะสมอาหารและตัวยาได้เข้มข้นอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะขยายพันธุ์ต่อไป จึงเป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้ดี ทำให้ได้กระชายดำที่มีคุณภาพดี ผลผลิตที่ได้จะอยู่ประมาณ 650 - 900 กก./ไร่ (ตามสภาพพื้นที่การเพาะปลูก) 

การเก็บรักษาพันธุ์ 
        กระชายดำที่แก่จัดจะมีอายุประมาณ 11 - 12 เดือน หัวจะต้องสมบูรณ์ อวบใหญ่ปราศจากเชื้อโรค เก็บไว้ในที่แห้งและเย็นนาน ประมาณ 1 - 3 เดือน จึงจะนำไปปลูกต่อได้


ส่วนที่ใช้ทำยา 
เหง้า 
สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์ 
        1. น้ำมันหอมระเหย เป็นองค์ประกอบส าคัญที่ช่วยในการรับความรู้สึกของเซลล์ประสาท (sense receptor) โดยมี
            สารborneol และ สารsylvestrene                            
        2. สาร flavonoid 11 ชนิด 
            a. สาร 5-hydroxy-7-methoxyflavone 
            b. สาร 5-hydroxy-3,7-dimethoxyflavone 
            c. สาร 5,7-dimethoxyflavone 
            d. สาร 3,5,7-trimethoxyflavone 
            e. สาร 5-hydroxy-3,7,4’-trimethoxyflavone 
             f. สาร 5-hydroxy-7,4’-dimethoxyflavone 
            g. สาร 5-hydroxy-3,7,3’,4’-tetramethoxyflavone 
            h. สาร 5,7,4’-trimethoxyflavone 
             i. สาร 3,5,7,4’-tetramethoxyflavone 
             j. สาร 5,7,3’,4’-tetramethoxyflavone 
            k. สาร 3,5,7,3’,4’-pentamethoxyflavone 
        3. สาร chalcone  
        4. สาร anthocyanin  
        5. สาร curcumin 
        6. สาร Techtochrysin 
        7. สาร 7,4′-dimethylapigenin 
        8. สาร trimethylapigenin 
        9. สาร Tetramethylluteolin 
      10. สาร 3,7,4′-trimethylkaempferol 
      11. สาร tetramethylkaempferol 
      12. สาร Tilianine 
      13. สาร Ayanin 
      14. สาร Retusine 
      15. สาร Pentamethylquercetin 
      16. สาร Sesquiterpenoids 4αα-acetoxycadina-2,9-diene-1,8-dione และ 1αα,3αα,4ββ-trihydroxy-9-cadinen-8-one 
      17. สาร (2R,3R)-(−)-aromadendrin trimethyl ether 
      18. สาร Tamarixetin 3-O-rutinoside 
      19. สาร Syringetin 3-O-rutinoside 
      20. สาร 2,4,6-trihydroxyacetophenone 2,4-di-O-β-D glucopyranoside 
      21. สาร Adenosine 
      22. สาร L-phenylalanine 
      23. สาร thermostable lectin 
      24. สาร pinostrobin 
      25. สารกลุ่ม prostanoids (PGE1) 
      26. สาร Nitric oxide 
      27. สาร nitric oxide synthase 

 
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 
 
         มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ สาร 5,7 –ไดเมธอกซีฟลาโวน (5,7-DMF) ที่แยกได้จากเหง้ากระชายด า มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ  และมีฤทธิ์ลดไข้จากการศึกษา ฤทธิ์ต้านอักเสบของสารนี้ในสัตว์ทดลองด้วยวิธี การต่าง ๆ พบว่าสาร 5,7- DMF สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง โดยแสดงฤทธิ์ยับยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวจากสารคาราจีแนน (carrageenan) และ
คาโอลิน (kaolin) ได้ 16.0-48.0% และ 43.7-80.9% ตามล าดับ นอกจากนี้ พบว่า สาร 5,7-DMF มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้ างสาร prostaglandin G อย่างมีนัยสำคัญ 
         มีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ Plasmodium falciparum ที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย (สาร 5,7,4’-trimethoxyflavone และ 5,7,3’,4’ - tetramethoxyflavone) และมีฤทธิ์ต้านเชื้อ Candida albicans ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่อวัยวะเพศทั้งชายและหญิง กลากเกลื้อน ตกขาว และฤทธิ์ต้านเชื้อ Mycobacterium อย่างอ่อน (สาร 3,5,7,4’-tetramethoxyflavone และ 5,7,4’-trimethoxyflavone) 
         มีฤทธิ์ในการช่วยยับยั้งเชื้อ S. aureus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง, B. subtilis ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังอักเสบ และ P.aeruginosa ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคติดเขื้อในระบบทางเดินหายใจ 
         มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ ลดการหดเกร็งของล าไส้เล็กส่วนปลายของหนูขาว และยังช่วยยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดในคน
         มีฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ สารสกัด กระชายดำด้ วยเอทานอล โดยการกรอกสารเข้าสายในกระเพาะอาหาร พบว่าสามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะเพศผู้ของหนูขาวและสุนัขได้ นอกจากนี้การป้อนสารสกัดกระชายดำ ยังมีผลเพิ่มความหนาแน่นของอสุจิ และระดับ testosterone แต่ไม่ทำให้พฤติกรรมทางเพศเปลี่ยนแปลง สำหรับหนูขาวซึ่งได้รับสารสกัดแอลกอฮอล์ ความเข้มข้นสูงขนาด 1,000 มก./กก. น้ำหนักตัว/วัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ สามารถป้องกันภาวะการผสมไข่ไม่ติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่สารสกัดขนาดดังกล่าวมีผลทำให้ตับโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 
         มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Xanthine Oxidase ในระบดับ 38% ที่ 500mcg/mL 
         เซลล์มะเร็ง 5,7-DMF มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร 
         5.7.4-TMF มีฤทธิ์ยับยั้งต่อเซลล์มะเร็งตับ กระเพาะอาหาร และปอด 
         5-hydroxy-3,7-DMF มีฤทธิ์ยับยั้งต่อเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร และตับ 
         5,hydroxyl-MF มีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งกระเพาะ  ล าไส้ และปอด  
         5-hydroxy-7,4’-DMF มีฤทธิ์ยับยั้งต่อเซลล์มะเร็งกระเพาะและล าไส้  
         pinostrobin มีฤทธิ์ เพิ่มประสิทธิภาพของเอนไซม์ที่ใช้ก าจัดสารพิษในตับ 
         มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ฟอสโฟไดเอสเตอเรส 5 ในกล้ามเนื้อเรียบขอบอวัยวะเพศชาย จึงช่วยในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับยาไวอะกร้า 
         มีฤทธิ์ในการคลายการหดตัวของกล้ามเนื้อองคชาติ 
         มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งเอนไซม์คอกซ์-2 (COX-2) และสามารถลดอาการบวมและอักเสบในหนูทดลอง 
         มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากและทางเดินอาหาร 
         มีฤทธิ์ฤทธิ์ช่วยลดน ้าตาลและไขมันในเลือด 


อาการข้างเคียง 
 
         ห้ามใช้กระชายด าในเด็ก และในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ 
         การรับประทานในขนาดสูง อาจท าให้เกิดอาการใจสั่นได้ 
         การรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจท าให้เหงือกร่น 
         กระชายดำสามารถรับประทานได้ทั้งหญิงและชายโดยไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ 


ความเป็นพิษทั่วไป 
 
       การศึกษาพิษเรื้อรังระยะเวลา 6 เดือน ของผงกระชายดำในหนูขาว ในขนาด 20, 200, 1000 และ 2000 มก/กก./วัน เทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่าหนูที่ได้รับกระชายดำทุกกลุ่มมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อาการและสุขภาพไม่แตกต่างจากลุ่มควบคุม และพบว่าหนูที่ได้รับกระชายดำขนาด 2,000 มก./กก./วัน มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของตับสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และมีเม็ดเลือดขาวอิโอสิโนฟิลตำ่กว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงอยู่ในช่วงค่าปกติ ในหนูเพศเมียที่ได้รับกระชายดำขนาด 2,000 มก./กก./วัน มีระดับโคเลสเตอรอลสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และทุกกลุ่มไม่พบความเป็นพิษของกระชายด าเมื่อตรวจอวัยวะภายในโดยวิธีทาง จุลพยาธิวิทยา 

 
วิธีและปริมาณการใช้ 

สำหรับวิธีการใช้กระชายดำ เพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ ใช้เป็นยาแก้ ปวดท้อง แก้โรคบิด และลมป่วงทุกชนิด 
         ถ้าเป็นเหง้าสด ให้ใช้ประมาณ 4-5 นำมาดองกับเหล้าขาว 1 ขวดก่อนนำมารับประทานเป็นอาหารเย็น ในปริมาณ 30 cc. หรือจะฝานเป็นแว่นบางๆ แช่กับน ้าดื่ม หรือน ามาดองกับน ้าผึ้งในอัตราส่วน 1:1 
         หากเป็นเหง้าแห้งก็ให้ใช้ดองกับน ้าผึ้งในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 นาน 7 วัน แล้วนำมาใช้ดื่มก่อนนอน 
         หากเป็นแบบชงหรือแบบผง ให้ใช้ผงแห้ง 1 ซอง ชงกับน้ำร้อน 1 แก้ ว (ขนาด 120 cc.) และแต่งรสด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลตามความต้องการแล้วนำมาดื่ม 
 

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กำพล ศรีวัฒนกุล ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 10 ธ.ค. 57 15:54 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 7 ครั้ง

ใส่อีเมล์เพื่อรับบทความสุขภาพฟรี!