ลบ แก้ไข

ปัสสาวะรดที่นอน

การปัสสาวะรดที่นอนมีสาเหตุมากมายหลายอย่างที่อาจเป็นไปได้ การเข้าใจถึงสาเหตุ จะทำให้เราช่วยตัดสินใจเรื่องการรักษาได้ดี การนอนหลับลึกเกินไป เด็กหลายคนมีอาการนอนหลับลึก ปลุกให้ตื่นได้ยาก จึงไม่สามารถรู้สึกตัวเมื่อปวดปัสสาวะ หรืออาจรู้สึกหงุดหงิด เมื่อถูกปลุกให้ตื่น 

 

การแพ้อาหารบางประเภท เด็กบางคนมีปฏิกิริยากับอาหารบางชนิด เมื่อทานแล้ว อาจทำให้ปัสสาวะบ่อย และมีผลต่อการปัสสาวะรดที่นอน เช่น คาเฟอีน หรือ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เป็นต้น

 

การผลิตปัสสาวะในปริมาณที่มากเกินไป โดยปกติร่างกายคนเราจะผลิตฮอร์โมนชนิดหนึ่งในตอนกลางคืน ชื่อว่า Vasopressin ซึ่งจะช่วยลดการผลิตปัสสาวะ ในเวลากลางคืน ในเด็กบางคนร่างกาย จะผลิตฮอร์โมน ชนิดนี้ได้น้อย กว่าปกติ จึงทำให้เกิดปัญหาการปัสสาวะรดที่นอนได้

กระเพาะปัสสาวะที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ ซึ่งจะทำให้ปัสสาวะบ่อย และเมื่อร่างกาย มีการเตือนว่าปวดปัสสาวะ เด็กจะรู้สึกว่าต้องเข้าห้องน้ำทันที ทั้งในตอนกลางคืน และตอนกลางวัน 

 

การทำงานของระบบขับถ่ายผิดปกติ เด็กบางคนมีอาการปัสสาวะรดที่นอนเพราะมีสาเหตุมาจากท้องผูก หรือการขับถ่ายผิดปกติ เพราะเมื่อมีอุจจาระอยู่เต็มในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย การรับรู้ของร่างกายเมื่อกระเพาะปัสสาวะเริ่มเต็มจะมีน้อยลง

 

สาเหตุอื่นๆ ของการปัสสาวะรดที่นอน อาจเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ 

 

มีหลายทางเลือกสำหรับพ่อแม่ในการแก้ไขปัญหาปัสสาวะรดที่นอนของลูก ที่สำคัญที่สุด คือพ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ต้องให้เด็กเข้าใจว่า ในที่สุดอาการนี้ ก็จะหายได้เองเมื่อโตขึ้น เพราะการปัสสาวะรดที่นอนอาจมีผลเป็นอย่างยิ่งกับความมั่นใจในตัวเองของเด็ก

ปัสสาวะ รดที่นอนเป็นอาการที่พบบ่อยในเด็ก และถือว่าผิดปกติถ้าเด็กยังมีภายหลังอายุ 4 ½ ปีไปแล้ว ตามธรรมดาเด็กอายุ 3 ปี จะสามารถกลั้นปัสสาวะได้ระยะหนึ่งแล้ว และจะไม่ถ่ายรดในเวลากลางวัน เมื่ออายุ 4 ปี เด็กจะสามารถบังคับตัวเองให้ถ่ายปัสสาวะได้เมื่อมีน้ำเต็มกระเพาะปัสสาวะ

การถ่ายปัสสาวะรดที่นอนอาจเกิดได้ทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืน เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ต้องรักษาอาการทั้งสองกรณี

โดยทั่วๆไป การปัสสาวะรดที่นอนมีสาเหตุมาจากภาวะจิตใจ และการะเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ

สาเหตุภาวะทางจิตใจอาจจะเนื่องมาจากเด็กขาดความอบอุ่นทางบ้าน เช่น พ่อแม่ที่มีท่าทีควบคุมบังคับหรือไม่ต้องการเด็ก รวมทั้งปัญหาทางโรงเรียน เช่น เป็นที่รังเกียจของเพื่อนๆ เด็กเข้ากับเพื่อนไม่ได้ ถูกครูลงโทษ สอบตก หรือการแข่งขัน บางอย่างทำให้เด็กเป็นกังวล และในที่สุดก็กลายเป็นความเครียดที่ฝังลงในจิตใจของเด็ก จนเกิดอาการปัสสาวะรดที่นอนได้

อนึ่ง ในเด็กที่มีจินตนาการมากเกินไป เด็กเหล่านี้มักจะเก็บเอาเรื่องราวต่างๆ ไปคิดและฝัน และตามมาด้วยอาการปัสสาวะรดที่นอนได้ ในขณะที่เด็กหลับสนิท
เมื่อเด็กของคุณมีปัญหาปัสสาวะรดที่นอน สิ่งแรกควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่ามีสาเหตุมาจากอะไร อาจมีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ โรคติดเชื้อโดยเฉพาะในเด็กผู้หญิง หรือโรคทางกายอื่นๆ เช่น เบาหวาน เบาจืด โรคภูมิแพ้บางอย่าง เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

การกดจุด

⇒ตำแหน่งที่กดจุด
จุดที่อยู่บนร่างกาย

                                      
1. จุด “ไป่หุ้ย
” (pai-hui)

วิธีหาจุด :   จุดอยู่บนศีรษะกึ่งกลางใบหูทั้งสองข้าง
วิธีนวด    :   นวดไปข้างหน้า (ดังรูป)

 

                                    

 

2. จุด “ซานยินเจียว” (San-yin-chiao)

วิธีหาจุด   :   อยู่เหนือข้อเท้า (ตาตุ่ม) ด้านในประมาณ 4-5 นิ้วมือเด็ก อยู่ใกล้กับหน้าแข้ง
วิธีนวด     :   นวดขึ้นบน (ดังรูป)

 

3. จุด “จู๋ซานหลี่” (tsu-san-li)

วิธีหาจุด  :   วางฝ่ามือของผู้ถูกกดจุดลงบนหัวเข่า กางนิ้วออกเล็กน้อย จุดจะอยู่ปลายสุดของนิ้วนาง
วิธีนวด    :   นวดลงล่าง

 

                                     

  4. จุด “จื้อยิน” (chih-yin) จุดนี้กระตุ้นการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ

วิธีหาจุด  :   จุดอยู่ด้านนอกข้อสุดท้ายของนิ้วเท้าอันสุดท้าย
วิธีนวด     :   นวดลงใต้นิ้วเท้า ในทิศทางเข้าหานิ้วหัวแม่เท้า(ดังรูป)
 

                                               

 

5. จุด “จงจี๋” (Chung-chi)

วิธีหาจุด   :   อยู่ระหว่างสะดือกับท้องน้อย (กระเพาะปัสสาวะ)
วิธีนวด      :   นวดขึ้นบน (ดังรูป)

 

 

กดจุดที่ใบหู
หูขวา
1. จุดสำหรับกระเพาะปัสสาวะ
วิธีหาจุด   :   อยู่ที่ช่องเล็กเหนือแอ่งหู
วิธีนวด      :   นวดไปด้านหน้า

2. จุดสำหรับลดความตึงเครียดด้านจิตใจ
วิธีหาจุด  :   อยู่ที่ขอบนอกของใบหูส่วนที่ติดกับหน้า
วิธีนวด     :   นวดขึ้นบน (ดังรูป)
 

                                            

หูซ้าย
นวดเช่นเดียวกับหูขวา แต่ทิศทางนวดตรงข้าม (ดังรูป)





กดจุดที่หูและร่างกายทำสลับวัน นวดนานครั้งละ 5-10 นาที นวดในเวลาก่อนนอน ถ้าแพทย์ให้การรักษาเด็กของคุณด้วยยานอนหลับ (Sedative) หรือยาแก้ซึมเศร้า (antidepressant) คุณสามารถกดจุดร่วมกับการรักษาของแพทย์ได้ และในที่สุดเด็กของคุณก็สามารถลดขนาดของยาได้จนไม่ต้องใช้ยาอีกต่อไป แต่การลดขนาดของยาต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาเองเท่านั้น เพียงแต่คุณอาจจะปรึกษากับแพทย์ที่รักษาเด็กดูได้

การกดจุดควรจะสอนให้เด็กทำด้วยตัวเองได้ แต่ต้องคอยควบคุมดูแลให้เด็กทำได้อย่างถูกต้องก่อนในระยะแรกๆ เมื่อทำได้แล้วจึงปล่อยให้เขาทำเองต่อไป

ข้อแนะนำก่อนกดจุด
1. การกดจุด หมายถึงการนวดจุดๆนั้นโดยใช้ปลายนิ้วมือที่เล็บสั้น

2. อ่านและดูรูปที่แสดงตำแหน่งการกดจุดให้เข้าใจ แล้วลองกดจุดที่อยู่บนร่างกาย สำหรับจุดที่อยู่บนใบหูอาจจะใช้กระจกส่องช่วยหาจุด หรือวานให้ใครคนใดคนหนึ่งดูจุดนั้นในรูปแล้วชี้ตำแหน่งให้

3. เมื่อท่านกดถูกจุดๆนั้นจะให้ความรู้สึกได้ดีกว่าบริเวณรอบๆ และควรกดจุดให้แรงพอ

4. นิ้วมือที่นิยมใช้กดจุด มักใช้นิ้วชี้ โดยให้ปลายนิ้วมือตั้งฉากกับผิวหนัง และนวดไปตามทิศทางที่ลูกศรชี้ในภาพ นวด (ถู) ออกไปเป็นระยะทาง 1 นิ้ว การนวดควรนวดประมาณ 30 ครั้ง ต่อ 10 วินาที หรือ 70-100 ครั้งต่อนาที

5. จุดบนใบหูอาจจะใช้ปลายนิ้วก้อยหรือปลายดินสอ ปากกามนๆ นวดได้ เพราะบริเวณใบหูเล็กและแคบกว่าร่างกาย

6. การกดจุดตามหลักของจีนได้กำหนดเวลาในการกดแต่ละครั้งไว้ดังนี้
เด็กอายุ 0-3 เดือน ใช้เวลากดทั้งหมด ½-3 นาที
เด็กอายุ 3-6 เดือน ใช้เวลากดทั้งหมด 1-4 นาที
เด็กอายุ 6-12 เดือน ใช้เวลากดทั้งหมด 1-5 นาที
เด็กอายุ 1-3 ปี ใช้เวลากดทั้งหมด 3-7 นาที
เด็กโต ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ใช้เวลากดทั้งหมด 5-10 นาที
ผู้ใหญ่ ใช้เวลากดทั้งหมด 5-10-15 นาที

7. จุดที่กดอยู่บนร่างกาย ควรกดหรือนวดทั้ง 2 ข้างของลำตัว (ร่างกายจะแบ่งเป็น 2 ข้าง คือ ข้างขวาและซ้าย)

8. ระยะต่างๆ ที่ใช้ในการวัด จะวัดจากความกว้างของนิ้วมือของผู้กดจุดเอง

ที่มาของแหล่งข้อมูล
http://www.supersorber.com
http://www.doctor.or.th/

 


แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่