ลบ แก้ไข

ลมชัก ลมบ้าหมู

โรคลมชัก พบได้ประมาณ 1 ใน 200 คน พบได้ในคนทุกวัย แต่มักจะพบในเด็กตั้งแต่ 2 ขวบถึง 14 ขวบ ซึ่งส่วนมากจะชักโดยไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด ถ้าพบในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ หรือชักครั้งแรกในคนอายุมากกว่า 25 ปี อาจมีสาเหตุจากโรคทางสมอง หรืออื่น ๆ บางคนอาจมีอาการชักเพียง 1-2 ครั้งแล้วหายขาด แต่บางคนอาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ อยู่เป็นประจำนานเป็นปี ๆ ซึ่งต้องอาศัยยาควบคุม อาการชักอาจเกิดในเวลากลางวัน หรือหลังเข้านอนในตอนกลางคืนก็ได้ ระหว่างที่ไม่มีอาการ ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวดี และสามารถทำงานเป็นปกติ โรคนี้เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของคนที่มีอาการชักโดยไม่มีไข้

ผู้ป่วยอยู่ดี ๆ ก็มีอาการหมดสติ เป็นลมล้มพับกับพื้นทันที พร้อมกับมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งทั้งตัว หายใจลำบาก หน้าเขียว ต่อมาเพียงไม่กี่วินาที ก็จะมีอาการชักกระตุกของกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายเป็นระยะ ๆ และมีอาการตาค้าง ตาเหลือก ในระยะแรกมักจะถี่แล้วค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ จนกระทั่งหยุดกระตุก ในช่วงนี้จะมีอาการน้ำลายฟูมปาก และอาจมีเลือดออก เพราะผู้ป่วยกัดริมฝีปากหรือลิ้นตัวเอง อาจปัสสาวะหรืออุจจาระราด อาการชักจะเป็นอยู่นาน 1-3 นาที (บางรายอาจถึงครึ่งชัวโมง) แล้วฟื้นสติตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกมึนงง อ่อนเพลีย บางคนอาจม่อยหลับไปนานเป็นชั่วโมง ๆ ผู้ป่วยมักจะจำไม่ได้ว่าตัวเองล้มลง หลังจากม่อยหลับและตื่นขึ้นมาแล้ว อาจมีอาการปวดศีรษะ มึนงง สับสน หาวนอน ลืมตัว และอาจทำอะไรที่ตัวเองจำไม่ได้ในภายหลัง ก่อนจะชัก ผู้ป่วยอาจมีอาการบอกเหตุ (prodomal symptoms) ล่วงหน้า มาก่อนหลายชั่วโมงหรือ 2-3 วัน โดยมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ (เช่น หงุดหงิด รู้สึกเครียด ซึมเศร้า) เวียนศรีษะ กล้ามเนื้อกระตุก เป็นต้น และก่อนหมดสติเพียงไม่กี่วินาที ผู้ป่วยมักจะมีอาการเตือนหรือออรา (aura) โดยมีความรู้สึกแปลก ๆ เช่น ได้กลิ่นหรือรสแปลก ๆ, หูแว่วเสียงคนพูด, เห็นภาพหลอน, เวียนศีรษะ, มีอาการชาตามร่างกาย, ตากระตุก, แขนกระตุก, รู้สึกแน่นยอดอก หรือไม่สบายท้อง เป็นต้น บางครั้งอาจพบสาเหตุที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีโอากาสชักได้ง่ายขึ้น เช่น อดนอน, หิวข้าว, กินอาหารมากเกินไป, ทำงานเหนื่อยเกินไป, คิดมาก, ดื่มเหล้า, กินยากระตุ้นประสาท, ท้องผูก, มีประจำเดือน, มีไข้สูง, อยู่ในที่ ๆ มีเสียงอึกทึก หรือมีแสงจ้า หรือแสงวอบแวบ, การหายใจเข้าออกเร็ว ๆ เป็นต้น โดยทั่วไปอาการชักจะเป็นอยู่เพียงไม่กี่นาทีก็หาย แต่บางรายอาจชักซ้ำ ๆ ติดกันนานเป็นชั่วโมง และอาจมีไข้สูงเรียกว่า สเตตัสเอพิเล็ปติคัส (Status epilepticus) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงตายได้

อาการชักเกิดจากเซลล์ของสมองบางส่วน มีการปลดปล่อยพลังไฟฟ้าผิดปกติ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด บางคนอาจพบเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ (มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย) บางคนอาจมีประวัติชักจากไข้สูงตั้งแต่ตอนเด็ก เด็กที่ชักก่อนอายุ 2 ขวบ อาจมีสาเหตุจากความผิดปกติของสมองมาแต่กำเนิด หรือสมองได้รับบาดเจ็บระหว่างคลอด หรือมีโรคบางอย่างที่มีผลกระทบต่อสมอง (เช่น ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นต้น) คนที่มีอาการชักเป็นครั้งแรก เมื่ออายุมากกว่า 25 ปี มักเกิดจากความผิดปกติในสมอง เช่น มีเนื้องอก ก้อนเลือด ฝีหรือพยาธิในสมอง บางคนอาจมีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะมาก่อน

วิธีกดจุดแก้ลมชัก หรือลมบ้าหมู

ชื่อจุด : จุดเหย่งเฉวียน
ตำแหน่ง : งอนิ้วเท้าทั้ง 5 เข้าหาอุ้งเท้า ที่อุ้งเท้าจะปรากฏรอยบุ๋ม ( จุดอยู่ตรงรอยบุ๋มเลยค่ะ )
เวลาที่กด :ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที หรือจนมีอาการดีขึ้นจึงหยุดกด
วิธีกด :  ใช้นิ้มหัวแม่มือ กดลงบนจุดเหย่งเฉวียนข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วค่อยๆกดลงอีกข้างหนึ่ง ( ในกรณีที่กดเองหรือจะให้ คนอื่นช่วยกดทั้ง 2 ข้าง)

จัดท่าให้นอนตะแคง เพื่อป้องกันการสำลัก และเพื่อช่วยให้หายใจสะดวก คลายเสื้อผ้าให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ข้อควรระวังคือ อย่าพยายามงัดปาก ล้วงปากผู้ป่วยที่กำลังชัก เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่า อาจจะไปงัดฟันหักหลุดเข้าหลอดลม หรือมือผู้ช่วยเหลืออาจจะถูกกัดได้ และโดยธรรมชาติของผู้ป่วยโรคลมชักทั่วไปจะชักเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 1-2 นาทีก็จะหยุด แต่ถ้ารายไหนที่ชักนานมากเกิน 5 นาทีขึ้นไป หรือชักซ้ำอีก กรณีนี้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล

ที่มาของข้อมูล                   
http://student.nu.ac.th
http://www.thairath.co.th
http://www.com-th.net/

 


แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่