ลบ แก้ไข

เบาจืด

เบาจืด เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถเก็บรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ทำให้มีอาการถ่ายปัสสาวะออกบ่อยและมากและกระหายน้ำมากคล้ายโรคเบาหวาน แต่ปัสสาวะจะมีรสจืด จึงเรียกว่า เบาจืด โรคนี้พบได้น้อยมาก พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะออกบ่อยและมาก กระหายน้ำและดื่มน้ำมาก ชอบดื่มน้ำเย็นมากเป็นพิเศษ ปากมักจะแห้งอยู่เสมอจะมีอาการอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน แม้นอนหลับตอนกลางคืนก็มักจะลุกขึ้นมาปัสสาวะและดื่มน้ำคืนละหลายครั้ง ผู้ป่วยมักถ่ายปัสสาวะวันละเกิน 5 ลิตร (ถ้าเป็นรุนแรงอาจมากถึงวันละ 20 ลิตร) ปัสสาวะมักจะไม่มีกลิ่น ไม่มีสีและมีรสจืด

เกิดจากต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมนต้านการขับปัสสาวะที่มีชื่อว่า เอดีเอช (ADH ซึ่งย่อมาจาก antidiuretic hormone) หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เวโซเพรสซิน (vasopressin) ได้น้อยกว่าปกติ ฮอร์โมนนี้มีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายเก็บกักน้ำ โดยยับยั้งไม่ให้ไตขับปัสสาวะออกมากกว่าปกติ เมื่อร่างกายขาดฮอร์โมนนี้ก็จะมีการขับปัสสาวะออกมากกว่าปกติ ทั้งนี้เป็นผลมาจากความผิดปกติในสมอง เช่น การผ่าตัดบริเวณใกล้ต่อมใต้สมอง, การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ, เนื้องอก ในบริเวณต่อมใต้สมอง, สมองอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น แต่บางรายก็อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุก็ได้ ผู้ป่วยบางรายที่มีความผิดปกติของไต เช่น กรวยไตอักเสบ, ภาวะไตเรื้อรัง, โรคไตเป็นถุงน้ำมาแต่กำเนิด (polycystic kidney), ผลจากการใช้ยาบางชนิด (เช่น ลิเทียม, เมทิซิลลิน) เป็นต้น ก็อาจทำให้ไตไม่ตอบสนองต่อฤทธิ์ของฮอร์โมนเอดีเอช (ทั้ง ๆ ที่ต่อมใต้สมองสร้างได้เป็นปกติ) ทำให้มีการขับปัสสาวะออกมาก

ดื่มน้ำทดแทนให้เพียงพอและใช้สมุนไพรขับปัสสาวะ

- ชาใบเตย ใช้ใบเตยหอม อบแห้ง บดเป็นผงผสมน้ำร้อนดื่ม
- ตะไคร้
    o   ใช้ต้นแก่สด วันละ 1 กำมือ (ประมาณ 40- 60 กรัม , แห้งหนัก 20- 30 กรัม ) ต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร) วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
    o   ใช้เหง้าแก่ที่อยู่ใต้ดิน ฝานเป็นแว่นบางๆ คั่วไปอ่อนๆ พอเหลือง ชงเป็นชาดื่ม ครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคเบาจืด และการพบแพทย์ที่สำคัญคือ

-  ปฏิบัติตามแพทย์และพยาบาลแนะนำ
-  กินยาให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ควรขาดยา
-  กินอาหารรสจืด และหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เพราะจะทำให้ปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
-  ดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อป้องการภาวะขาดน้ำ
-  พักผ่อนให้เพียงพอ อาจมีการนอนพักช่วงกลางวัน
-  พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์เมื่ออาการแย่ลง หรือผิดปกติไปจากเดิม

ที่มาของข้อมูล                   
http://student.nu.ac.th/
http://www.healthkonthai.com
http://xn--o3cepkej9b3gpeg.net
http://www.rspg.or.th/

 


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 560 ครั้ง ตอบ 1 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่